โรคหัดสุนัข (Canine Distemper)

โรคหัดสุนัข (Canine Distemper)

โรคหัดสุนัข

สาเหตุ โรคไข่หัดสุนัข หรือโรคฝ่าเท้า (hard pad disease) โรคนี้เป็นโรคติดต่อร้ายแรงโรคหนึ่งของสุนัข พบมากในช่วงปลายฤดูฝนต่อกับฤดูหนาว หรือประมาณเดือนตุลาคม – มกราคมของทุกปี มีสาเหตุเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ชื่อ เคไนน์ดิสเทมเปอร์ไวรัส (canine distemper virus) ที่อยู่ในตระกูลพารามิกโซไวรัส (paramyxovirus) ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคไข้หัด (measles) และโรครินเดอร์เปสต์ (rinderpest) เชื้อไวรัสตระกูลนี้ถูกทำลายได้ง่ายด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อประเภทฟีนอล (phenol) สารประกอบควอเทอร์นารีแอมโมเนียม (quaternary ammonium compounds) และตัวทำละลายไขมัน เช่น อีเทอร์ (ether) (Campbell, Corbin and Campbel , 2005; Creevy, 2013a)

ระยะฟักตัวของโรค โรคไข้หัดสุนัขมีระยะเวลาฟักตัวของโรคประมาณ 1-3 สัปดาห์ สุนัขจะเริ่มแสดงอาการและมีระยะเวลาดำเนินการของโรค ซึ่งขึ้นอยู่กับผลการถูกทำลายของเยื่อไมอีลินที่อยู่ภายในระบบประสาทส่วนกลาง อาจสั้นเพียงประมาณ 10 วัน จนถึงเป็นเดือน จนกว่าอาการของโรคนี้จะสิ้นสุดหรือสุนัขมีอาการดีขึ้น

อาการที่พบ สุนัขป่วยจะซึม มีไข้ ตาแฉะ และมีน้ำมูกสีเหลืองปนเขียว ควบคู่กับอาการของระบบทางเดินอาหาร เช่น ไม่กินอาหาร กระเพาะและลำไส้อักเสบ ร่วมด้วยอาการของระบบทางเดินหายใจ สุนัขจะมีอาการไอและมีอาการปอดบวม มักพบมีตุ่มหนองเกิดที่ด้านในของต้นขาด้านหลัง ระยะสุดท้ายจะพบอาการของประสาท สุนัขจะมีอาการกระตุกของกล้ามเนื้อ มีการชัก ขาหลังเป็นอัมพาต และตายในที่สุด

การรักษา โรคไข้หัดสุนัขจะใช้วิธีการรักษาแบบประคับประคอง (supportive treatment) และรักษาตามอาการทางคลินิกที่สุนัขแสดงออกมา (symptomatic treatment) ดังนี้

  • ให้ปฐมพยาบาลที่ดีตามสถานการณ์ เนื่องจากไม่มีวิธีการรักษาที่จำเพาะและได้ผลดีที่สุด โดยเฉพาะในกรณีที่สุนัขมีอาการทางประสาทแบบเฉียบพลันและรุนแรง ควรให้การดูแลอย่างใกล้ชิด สุนัขอาจจะมีอาการกลับมาเป็นปกติ
  • ให้ยาปฏิชีวนะแบบออกฤทธิ์กว้าง (broad – spectrum antibiotic) เพื่อลดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
  • ให้โภชนาบำบัด (parenteral nutrition) โดยการให้สารเหลวหรือน้ำเกลือเข้าทางเส้นเลือดดำ เพื่อควบคุมสมดุลระดับของเหลวและสารอิเล็กโทรไลต์ในร่างกายของสุนัขให้อยู่ในภาวะสมดุล
  • ให้ยาแก้ไข (antipyretic)
  • ให้ยาแก้ปวด
  • ให้ยากันชัก (anticonvulsant) เพื่อไม่ให้ระบบประสาทถูกทำลาย
  • ให้ยากดภูมิคุ้มกัน (immunosuppressive therapy) ร่วมกับการให้ยาลดการอักเสบ (anti – inflammatory) หรือยากลูโคคอร์ทิคอยด์ (glucocorticoid) ขนาดสูงแก่สุนัขที่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หัดสุนัขแล้วมีอาการผิดปกติจองระบบประสาท หรือมีอาการของโรคไข้หัดสุนัขแบบเรื้อรัง ซึ่งสุนัขบางตัวจะให้การตอบสนองที่ดีต่อการรักษาด้วยวิธีนี้ (Cheevy,2013a)

การป้องกันและควบคุม ให้ลูกสุนัขได้รับน้ำนมจากแม่สุนัขเพื่อรับการถ่ายภูมิคุ้มกันโรคจากแม่สุนัข เมื่อลูกสุนัขหย่านมแล้วให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หัดสุนัขแบบเชื้อเป็น (canine distemper modified live virus, MLV) ให้แก่สุนัข เพราะภูมิต้านแทนโรคไข้หัดสุนัขที่ได้รับถ่ายทอดมาจากแม่สุนัขไม่มีผลประสิทธิภาพของวัคซีนที่ได้รับ แต่วัคซีนที่ให้เข้าไปใหม่จะช่วยให้ลูกสุนัขมีภูมิต้านทานต่อโรคไข้หัดสุนัขเพิ่มขึ้น รวมทั้งกรณีสุนัขที่มีอาการเครียด มีอาการเครียด มีอาการป่วยเนื่องจากโรคอื่น หรือมีภาวะระบบภูมิต้านทานโรคถูกกด

วัคซีนป้องกันโรคไข้หัดสุนัขแบบเชื้อเป็น สามารถทำให้สุนัขมีภูมิต้านทานต่อโรคไข้หัดสุนัขได้ไม่น้อยกว่า 3 ปี ขึ้นกับความรุนแรงและปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคไข้หัดสุนัขในแต่ละพื้นที่ แต่ไม่ควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดสุนัขแบบเชื้อเป็นให้แก่สุนัขที่ตั้งท้องในระยะท้าย (late – pregnant) หรือระยะแรกของการให้นมของแม่สุนัขหลังคลอด (early – lactation bitches) เพราะวัคซีน อาจทำให้ลูกสุนัขบางตัวป่วยเป็นโรคไข้หวัดสุนัขได้ (Creevy, 2013a)

ขอบคุณเนื้อหา : คู่มือ การเลี้ยงสุนัข

You may also like...