โรคลำไส้อักเสบติดต่อเนื่องจากเชื้อพาร์โวรัส (Canine Parvovirus, CPV)

Canine-Parvovirus

โรคลำไส้อักเสบติดต่อเนื่องจากเชื้อพาร์โวรัส (Canine Parvovirus, CPV) เป็นโรคที่มีการแพร่ระบาดและทำให้เกิดการติดเชื้อในการเดินอาหารของสุนัขที่มีอายุตั้งแต่ 6 สัปดาห์ จนถึงประมาณ 6 เดือน ซึ่งยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนหรือได้รับวัคซีนป้องกันโรคนี้ไม่ครบตาที่กำหนด โดยเฉพาะสุนัขสายพันธุ์รอตต์ไวเลอร์ โดเบอร์แมนพินเชอร์ อเมริกันพิตบูล เทร์เรียร์อิงลิช สปริงเกอร์สแปเนียล และเยอรมันเซปเพริ์ด มีโอกาสเป็นโรคนี้ได้ง่ายกว่าสุนัขสายพันธุ์อื่น ๆ ถ้าไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคดังกล่าว (Mitchell , 2012; Tilly and Smith, 2000)

สาเหตุ เกิดจากเชื้อพาร์โวไวรัส ซึ่งน่าจะพัฒนามาจากเชื้อไวรัสฟีลีนแพนลิวโคพีเนีย (feline panleukopenia virus) หรือมีความสัมพันธ์กับเชื้อพาร์โวไวรัสของสัตว์ที่ไม่อยู่ในกลุ่มปศุสัตว์ เชื้อไวรัสชนิดนี้มีสารพันธุกรรมเป็นชนิดดีเอ็นเอสายเดี่ยว (single – stranded DNA virus) ไม่มีผนังหุ้ม (non enveloped) มีความทนต่อสารชำระล้างและน้ำยาฆ่าเชื้อ

สุนัขแรกเกิดที่กินนมน้ำเหลืองจากแม่สุนัข จะได้รับการถ่ายทอดภูมิต้านทานจึงสามารถป้องกันการติดเชื้อพาร์โวไวรัสในช่วง 2 – 3 สัปดาห์แรกหลังคลอดได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อภูมิต้านทานจากแม่สุนัขหมดลง ลูกสุนัขจะมีความไวต่อการติดเชื้อเพิ่มขึ้น โดยขึ้นกับปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่ความเครียด เนื่องจากการหย่านม การอยู่รวมกันอย่างแออัดภายในคอกเดียวกัน และการขาดอาหาร หรือเปลี่ยนชนิดอาหาร รวมทั้งการติดเชื้อแบคทีเรียต่าง ๆ ในทางเดินอาหาร เช่น  เชื้อคลอสทริเดียม (Clostridium spp.) แคมไพโลแบกเตอร์ (Campylobacter spp.) แซลโมเนลลา (Salmonella spp.) จีอาร์เดีย (Giardia spp.) โคโรนาไวรัส (corinavirus) ตลอดจนการมีพยาธิภายในร่างกายโดยสุนัขที่มีอายุ 6 เดือน เพศผู้มีโอกาสป่วยเป็นโรคลำไส้อักเสบติดต่อเนื่องจากการติดเชื้อพาร์โวไวรัสมากกว่าสุนัขเพศเมีย

อาการที่พบ หลังจากที่สุนัขติดเชื้อพาร์โวไวรัสได้นาน 3 – 7 วัน จะมีอาการซึม เบื่ออาหาร มีไข อาเจียน ท้องเสียแบบเป็นมูกเลือด และมีกลิ่นคาวภายใน 24 – 48 ชั่วโมง เมื่อคลำบริเวณท้องสุนัขจะมีอาการเจ็บบริเวณที่ถูกคลำ อาจมีอาการทางประสาทเนื่องจากเกิดภาวะระดับน้ำตาลในเลือดลดต่ำลง มีการติดเชื้อในกระแสโลหิต และมีภาวะอิเล็กโทรไลต์หรือความเป็นกรด ด่างในร่างกายไม่สมดุล

การรักษา

  • ให้ยาปฏิชีวะเพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน เช่น ยาแอมพิซิลลิน (ampicillin) หรือยาเซฟาโซลิน (cefazolin) ให้ขนาด 22 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (มก./กก.) วันละ 3 เวลา ถ้าสุนัขมีอาการรุนแรง อาจให้ยาเอนโรฟลอกซาซิน (enrofloxacin) ขนาด 15 มก./กก. ทางเส้นเลือดดำหรือกล้ามเนื้อ วันละ 1 ครั้ง ทั้งนี้การให้ยาเอนโรฟลอกซาซินและเจนทาไมซิน ไม่ควรใช้กับสุนัขที่มีอายุ 2- 8 เดือน เนื่องจากยาดังกล่าวจะทำลายและยับยั้งการเจริญของกระดูกอ่อนผิวข้อ (articular cartilage) ซึ่งกำลังเจริญอย่างรวดเร็วในระยะนี้
  • ให้สารอาหารที่เป็นของเหลวเข้าทางเส้นเลือดดำเพื่อปรับความสมดุลของอิเล็กโทรไลด์ และความผิดปกติของระบบเมแทบอลิซึมในร่างกาย ถ้าสุนัขไม่มีอาเจียนอาจให้สารอาหารผ่านทางปากได้ และสารอาหารที่ให้ควรมีโพแทสเซียมคลอไรด์ (potassium chloride) ความเข้มข้น 20 – 40 มิลลิอิควิวาเลนดต์ต่อลิตร (mEq/L) และน้ำตาลเดกซ์โทรส (dextrose) ความเข้มข้น 2.5 – 5.0 (Mitchell , 2012)
  • ให้ยาต้านอาเจียน (antiemetic therapy) ในกรณีที่สุนัขมีอาการอาเจียนอย่างต่อเนื่อง เกิดภาวะร่างกายขาดน้ำและเกิดความไม่สมดุลของอิเล็กโทรไลต์ในร่างกาย หรือไม่สามารถให้อาหารหรือยาผ่านทางปากได้ ควรให้ยาต้านอาการอาเจียน เช่น ยาโพรคลอร์เพอราซีน (prochlor perazine) เข้าทางผิวหนัง ขนาด 0.1 – 0.5 มก./กก. วันละ 3 ครั้ง ร่วมกับยากระตุ้นการเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหารและลำไส้ (prokinetic drug) เช่น ยาออนแดนซีทรอน (ondansetron) ขนาด 0.1 – 0.2 มก./กก. ให้ฉีดเข้าทางเส้นเลือดดำอย่างช้า ๆ วันละ 2 – 4 ครั้ง และยาแมโรพิแทนด์ (maropitant) 1 มก./กก. ให้ฉีดเข้าทางผิวหนังใต้ผิวหนัง วันละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 5 วัน (Mitchell, 2012) อย่างไรก็ตาม ยาต้านการอาเจียนมีผลข้างเคียงทำให้สุนัขที่มีปริมาตรของเลือดลดลง (hypovolemic) เกิดภาวะความดันโลหิตต่ำกว่าปกติ (hypotension) รุนแรงขึ้น ในขณะที่ยากระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้มีโอกาสทำให้เกิดภาวะลำไส้กลืนกัน (intussusception) เพิ่มขึ้น
  • ยาแก้ท้องเสีย (antidiarrheat) ไม่แนะนำให้ใช้ เพราะจะทำให้แบคทีเรียและของเสียตกค้างอยู่ในทางเดินอาหาร และเกิดอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมาได้
  • การให้อาหารเหลวทางสายยางสอดผ่านจมูกและหลอดอาหารไปสู่กระเพาะ (nasoesophageal tube, nasogastric tube) เพื่อชดเชยสารอาหารที่สูญเสีย และช่วยเพิ่มน้ำหนักตัว โดยให้อาหารที่บดหรือปั่นให้เหลว ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการและย่อยง่าย เช่น เนื้อไก่ ข้าวต้มสุก
  •  การป้องกันและควบคุม
    • 1. แยกสุนัขป่วยออกจากสุนัข
    • 2.คนดูแลสุนัขป่วยต้องสวมเสื้อคลุม รองเท้า และถุงมือ ที่ผ่านการฆ่าเชื้อก่อนและหลังใช้งาน
    • 3.ทำความสะอาดบริเวณที่สุนัขป่วยอาศัยอยู่ ด้วยสารละลายชำระล้าง (dilute bleach) ความเข้มข้น 1 ต่อ 30 หรือใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรคกลุ่มเพอร์ออกซิเจน (peroxygen) เช่น ไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ (hydrogen peroxide) เช่น ไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ (hydrogen peroxide) โดยเอาสารละลายเหล่านี้ใส่ในอ่างล้างเท้าเพิ่อจุ่มล้างเท้าที่สวมใส่รองเท้าบูตก่อนเข้าและออกจากห้องที่สุนัขป่วย
    • ฉีดวัคซีนป้องกันโรคลำไส้อักสบติดต่อที่เกิดจากเชื้อพาร์ไวไวรัสแบบเชื้อเป็นให้สุนัขที่มีอายุระหว่าง 6 – 8 , 10 – 12 และ 14 – 16 สัปดาห์ แล้วฉีดกระตุ้นอีกครั้งตอนอายุ 1 ปี หลังจากนั้นฉีดกระตุ้นทุก 3 ปี (Mitchell, 2012)

ขอบคุณเนื้อหา : คู่มือ การเลี้ยงสุนัข

ขอบคุณภาพ : www.inloughborough.com

You may also like...